[รีวิว] The Ministry of Ungentlemanly Warfare

The Ministry of Ungentlemanly Warfare แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง องค์กรลับของเอียน เฟลมมิง นักเขียนนวนิยายสายลับชื่อดัง ผู้สร้างเจมส์ บอนด์ ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิลล์ เพื่อดำเนินกลยุทธ์ “อันหยาบคาย” ในการต่อสู้กับนาซี หนังสือของดาเมียน ลูอิส เรื่อง “Churchill’s Secret Warriors: The Explosive True Story of the Special Forces Desperadoes of WWII” บันทึกเรื่องราวของทีมลับที่ใช้ยุทธวิธีกองโจรเป็นครั้งแรกในการปฏิบัติการ Operation Postmaster ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยตรงภายใต้คำสั่งของเชอร์ชิลล์

ยุทธวิธีนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากกองทัพอังกฤษ เนื่องจากพื้นที่การรุกล้ำเพื่อทำลายท่าเรือของนาซีตั้งอยู่ในสเปนที่เป็นกลาง ทำให้การโจมตีเสี่ยงที่จะสร้างปัญหาระหว่างอังกฤษกับสเปน แต่เชอร์ชิลล์ยอมเสี่ยงถูกถอดถอนจากตำแหน่งเพื่อผลลัพธ์ในสงครามที่สามารถทำให้อเมริกาส่งกองเรือเข้าร่วมรบได้

ทีมผู้สร้างได้ใช้ข้อมูลจากหนังสือและเอกสารลับที่เพิ่งเปิดเผยในปี 2016 เพื่อให้ภาพยนตร์นี้มีมุมมองที่สมจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับ กาย ริตชี มีชื่อเสียงในการสร้างเรื่องราวในแนวทางตลกร้ายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น “Aladdin” (2019) และ “Sherlock Holmes” (2009) ทำให้เนื้อหาของภาพยนตร์นี้เป็นการนำเสนอใหม่ที่เติมเต็มด้วยจินตนาการของริตชีมากกว่าการเล่าตามข้อมูลประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว

หนัง The Ministry of Ungentlemanly Warfare 2024

The Ministry of Ungentlemanly Warfare

หนังเรื่องนี้อาจเทียบได้กับ “Inglourious Basterds” (2009) ของเควนติน ทารันทิโน ที่เต็มไปด้วยนักแสดงคุณภาพ ฉากการรบแบบกองโจรที่ต้องรับมือกับนาซี และบทสนทนาที่คมคายแฝงอารมณ์ขัน ซึ่งยังไม่รวมถึงการปรากฏตัวของทิล ชไวเกอร์ในบทที่คล้ายคลึงกัน แต่ต้องยอมรับว่าผลงานของริตชียังไม่สามารถเทียบเคียงกับสไตล์เดิมของเขาได้ และอาจไม่ได้ถึงระดับเดียวกับงานเก่าๆ ที่ประสบความสำเร็จ

สำหรับแฟนๆ ของกาย ริตชี นี่อาจเหมือนการพยายามเล่าเรื่องราวในบรรยากาศจริงจังแบบ “Guy Ritchie’s The Covenant” (2023) ผสมผสานกับตัวละครแฟนตาซีจาก “Operation Fortune: Ruse de Guerre” (2023) และแนวหนังสงครามสายลับอย่าง “The Man from U.N.C.L.E.” (2015) แต่ท้ายที่สุด ผลลัพธ์กลับเน้นไปที่จุดด้อยของแต่ละเรื่องมากกว่าการดึงจุดแข็งออกมา

The Ministry of Ungentlemanly Warfare” พยายามที่จะนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของทีมบริหาร เช่น เชอร์ชิลล์, โคลิน ‘เอ็ม’ กุบบินส์ และเอียน เฟลมมิง เพื่อนำเสนอแรงกดดันทางการเมืองและความเสี่ยงของภารกิจที่ส่งผลต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อภาพยนตร์จบลง ก็พบว่าฉากเกี่ยวกับพวกเขาอาจถูกตัดออกไปได้ เพื่อให้เวลากับทีมหน้างานที่มีตัวละครหลายคนต้องแบ่งบทบาทไปแล้ว ส่วนของดราม่าทางการเมืองก็ดูเหมือนจะถูกใส่เข้ามาเพียงเพื่อให้มีเฉยๆ ไม่ได้ทำให้น่าสนใจหรือชวนติดตามเท่าที่ควร หากเน้นที่ทีมจารชนเพียงอย่างเดียว เชอร์ชิลล์, เอ็ม และเฟลมมิงก็อาจจะถูกนำเสนอเป็นเพียงกิมมิกท้ายเรื่อง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ริตชีได้แสดงฝีมือมากกว่า

เฮนรี คาวิลล์ยังคงค้นหาบทบาทที่น่าจดจำของตัวเองต่อไป แต่ครั้งนี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในบทกุส มาร์ช-ฟิลลิปส์ หรือกัส หัวหน้าทีมลับ ถึงแม้ว่าตัวละครนี้มีพื้นฐานจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ แต่ตัวหนังก็เลือกที่จะตัดเนื้อหาภูมิหลังและมิติของตัวละครออกไป จนเหลือแค่เปลือกของตัวละครที่ไม่แน่นอน ไม่น่าเชื่อถือ มีพฤติกรรมคล้ายโจรธรรมดาหรือขี้เมา เราไม่สามารถเข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงของกัสได้ เนื่องจากการขาดมิติและภูมิหลังที่ชัดเจน ทำให้ตัวละครดูเหมือนแค่เปลือกที่พยายามผลักดันเรื่องราวไปข้างหน้า

การขาดเรื่องราวเบื้องหลังทำให้เราไม่สามารถเข้าใจแรงจูงใจของกัสได้อย่างชัดเจน และสิ่งนี้เกิดขึ้นกับตัวละครอื่นๆ ด้วย แม้แต่ตัวละครที่แสดงโดยอลัน ริตช์สัน (Alan Ritchson) ซึ่งเคยมีบทนำในซีรีส์ *Reacher* (2022-2024) ก็มีมิติเบื้องหลังตัวละครน้อยมาก จนกลายเป็นแค่เครื่องมือในการเดินเรื่อง ตัวละครที่แสดงโดย แบบส์ โอลุซานโมกุน (Babs Olusanmokun) และไอซา กอนซาเลส (Eiza González) พยายามอย่างมากที่จะเติมเต็มมิติของตัวละครผ่านการแสดง แต่ความพยายามเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอเมื่อเฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavill) ในบทนำยังไม่สามารถดึงความลึกซึ้งของตัวละครออกมาได้ นี่เป็นผลมาจากการเน้นเรื่องราวมากกว่าการสร้างตัวละครของผู้กำกับกาย ริตชี (Guy Ritchie)

The Ministry of Ungentlemanly Warfare

The Ministry of Ungentlemanly Warfare ดึงดูดความสนใจด้วยการโปรดิวซ์โดยเจอร์รี บรักไฮเมอร์ (Jerry Bruckheimer) ที่เป็นตำนานในด้านการสร้างฉากแอ็กชันสุดอลังการ แต่ในเรื่องนี้ แม้จะมีฉากแอ็กชันที่ใหญ่และอลังการอย่างเห็นได้ชัด กลับไม่สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกว้าวได้เท่าที่ควร เนื่องจากการนำเสนอที่ไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับภาพยนตร์แอ็กชันทั่วไป

หากพูดถึงแนวของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเห็นชัดเจนว่าเน้นที่แอ็กชันเป็นหลัก ซึ่งแนวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตลกร้าย ดราม่า การเมือง หรือประวัติศาสตร์ ถูกลดทอนความสำคัญจนหมดสิ้น หนังเหมาะสำหรับดูแบบสนุกๆ เป็นเวลาสองชั่วโมงโดยไม่ต้องคาดหวังความเข้มข้นในเนื้อหา มันให้ความรู้สึกเหมือนเอาตัวละครจากหนัง *Saving Private Ryan* มารวมกับเรื่องราวที่ดูเพี้ยนไปเล็กน้อย

ดูซีรี่ย์พากย์ไทย : ดูซีรี่ย์พากย์ไทย

Recent review : ซีรี่ย์ Fallout (2024) ฟอลล์เอาท์ ภารกิจฝ่าแดนฝุ่นมฤตยู